บ้า!! อุปกรณ์

ReviewReviewReviewPhotoshop LightroomMay 10, '08 12:57 PM
for everyone
Category:Computers & Electronics
Product Type: Other
Manufacturer:  Adobe
Lightroom มันช่างเข้าใจล้อกับของโบราณอย่าง Darkroom จริงๆ

ผมจำได้นะว่าเมื่อก่อนมันเรียกว่า Lightroom เฉยๆ แต่ผมว่าการนำเอาคำว่า "Photoshop" เข้ามาช่วยนี่เขาคิดว่ามันคงจะทำให้อะไรๆ ดีขึ้น แต่คงไม่ใช่สำหรับผม เพราะว่าดูแล้วมันเสร่อมากๆ ที่เอาชื่อ Photoshop มาใส่ แต่ก็ช่างเถอะหลายคนคงชอบ

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมลอง Lightroom บนแมค ก็หมดเวลาไปวันนึง ความรู้สึกที่ได้จากการเสียเวลาลองโปรแกรมนี้ ก็คือ "ไม่น่าไปลองมันเลย" แต่มันคนละขั้วกันกับที่ผมลองโปรแกรมเห่ยๆ อย่าง Capture One

Ligthroom เป็น โปรแกรมจากค่าย Adobe แต่ว่าไม่มีจุดเด่นอะไรที่คล้ายกับโปรแกรมของ Adobe แม้เพียงน้อยนิด แต่ก็สามารถทำงานได้อย่างราบรื่นกับ Photoshop เพราะว่าสามารถออกภาพไปเป็นเลเยอร์ของ PS ได้, Merge ภาพได้, HDR ก็ได้ เรียกว่าเข้ากันเป็นปี่ เป็นขลุ่ยเลยก็ว่า ซึ่งส่วนตัวผมอยากให้ Adobe นั้นฝังฟังค์ชั่นของ Bridge เข้าไปแล้ว อัดรวมไปกับชุด CS เสียเลย

การปรับตั้งนั้นทำได้ละเอียดมากๆ เรียกว่ามีเครื่องมือให้ครบถ้วน

เรื่องความเร็ว ผมว่า Lightroom เร็วกว่าแบบเห็นๆ เลยทีเดียว ไม่ได้ถึงกับช้าจนไม่ทันกินเหมือนกับ Capture One อ้อ พอมาเทียบแล้วนึกได้ Lr นั้นแถม noise reduction มาให้ หุหุ แจ่มแมวมาก แต่อย่างไรก็ตาม Aperture is fastest!! ลองมากับไฟล์ดีสามนะครับท่านผู้ชม...

โปรแกรมหน้าตาสวย แต่มีการจัดการพื้นที่ที่ไม่ดีเลย เรียกว่าเปลืองเนื้อที่ ตัวหนังสือใหญ่มาก ทำให้เวลาใช้งานแล้วรู้สึกแปลกๆ และไม่สามารถแยก panel ออกมาจากตำแหน่งที่มันอยู่ได้อย่าง HUD ของ Aperture ฟังค์ชั่นที่ผมชอบก็คือ Dim Light แปลกดี

รวมๆ แล้วผมว่าคนทั่วๆ ไปน่าจะชอบ Lightroom

จุดที่ผมยังไม่ชอบมันก็คือ มันไม่มีคีย์ลัดที่คุ้นเคยเหมือนกับ Aperture และรวมๆ แล้วผมก็ชอบ Aperture กว่า เนื่องจากสามารถใช้งานร่วมกับโปรแกรมอื่นๆ ของ Apple ได้โดยง่าย นอกจากนี้ถึง Aperture จะทำให้ผมเอือมเรื่อง Library แต่ก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ Lightroom ให้กับผมไม่ได้เหมือนกับที่ Aperture สามารถจะทำได้



สรุปว่า Lightroom นี่ดีมากๆ ถ้าหากคุณทำภาพเพียงอย่างเดียว เสร็จแล้วออกเอาท์พุท มันมีความรวดเร็วสูง ปรับตั้งได้ละเอียด สามารถทำงานได้เป็นขึ้นเป็นตอน และไม่เก็บไฟล์เป็น Library เป็นก้อนเดียวอย่างของฝั่ง Apple แต่อย่างไรก็ตาม ผมคงเลือกจะใช้ View NX, Capture NX สำหรับการแต่งภาพเน้นๆ แล้วใช้ Bridge จัดการ Manage, Keywords และ Apple Aperture สำหรับงานพิธีการที่ต้องทำภาพเยอะๆ และต้องออกงานหลายๆ รูปแบบมากกว่า


Category:Computers & Electronics
Product Type: Other
Manufacturer:  ข้างถนน
ถ้าคุณไม่อยากโดนผมฆ่าให้ตาย ผมว่าอย่าพูดอะไรจะดีกว่า

วันก่อนผมไปซื้อกระเป๋า PDA มาไว้สำหรับใส่ HDD สุดที่รักของผมจากข้างถนน แถวๆ ห้างพันธุ์ทิพย์ ราคามันก็ราวๆ 80 บาท ผมไม่อยากพูดแล้วโคตรเครียดเลย ของอุตส่าห์ตั้งใจหามาใช้ กลับต้องเป็นรอยไปตลอดอายุการใช้งานของมัน



ใครจะมาบอกให้ซื้อของห่วยๆ ของไม่มีคุณภาพต่อไปนี้ผมจะฆ่าพวกมันซะ เหี้ยเอ๊ย!! เสียเวลาไปกับเรื่องพวกนี้ตั้งหลายชม. งานการเล่นเอาไม่ได้ทำ ตอนแรกผมจะตามไปต่อยคนขายด้วยนะเนี่ย เพราะโมโหมากๆ

ไม่มาเป็นผม คุณไม่เข้าใจหรอก...


อ่านเพิ่มเติมที่
http://macinthai.multiply.com/photos/album/15
http://macinthai.multiply.com/photos/album/16

ReviewCapture One 4May 9, '08 3:21 PM
for everyone
Category:Computers & Electronics
Product Type: Computers
Manufacturer:  Phaseone
จริงๆ ผมว่าผมมันเสี้ยนเองแหล่ะที่ไปโหลดตัวทดลองของ Capture One 4 มาใช้เนื่องจากเสพย์ Apple Aperture 2 เข้าไปแล้วเกิดอาการ "ติด" และได้ยินมาจากช่างภาพต่างประเทศมาบอกผมว่า Capture One นั้นทำงานได้เร็วกว่า Aperture ซึ่งที่ผมลองแล้วไม่จริงมั้ง เพราะมันดูช้ากว่า และกระบวนการทำงานก็แปลกๆ จะเรียกว่า "โบฯ" (โบราณ) ก็ว่าได้ คุณจะรู้สึกอย่างนี้โดยทันทีเลยถ้าคุณใช้ Aperture มาก่อน

ที่สำคัญระบบคีย์ลัดก็ไม่มี แล้วคุณจะทำงานได้รวดเร็วได้ยังไง? ใช้มือเดียวคลิ๊กเมาส์อย่างเดียวว่าทั้งโปรเจคงั้นเหรอ?

ส่วนตัวแล้วข้อดีของมันก็เหมือนกันกับ Lightroom คือ ไม่ได้เก็บรูปทั้งหมดเป็นไฟล์ๆ เดียว หรือที่เรียกว่า Library แบบโปรแกรมจัดการภาพของ Apple เช่น iPhoto กับ Aperture นอกนั้นผมไม่เห็นข้อดีที่เด่นชัดของมันเลย

Interface นั้น บนพีซีผมเคยโหลดมาเล่นตอนเป็น betatester ให้กับ Adobe Lightroom แต่บอกตรงๆ ว่าพอผมลง Capture One ปั้บ ผม uninstall มันทิ้งทันที เพราะหน้าตามันห่วยแตกมาก ห่วยที่สุดเท่าที่เคยใช้ซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์มา แต่เมื่อมันมาอยู่บนแมคแล้วก็ถือว่าดีทีเดียว แต่ก็ยังสู้ Aperture ไม่ได้ โดยที่สามโปรแกรมนี้ Lightroom นั้นผมว่าออกแบบหน้าตาของโปรแกรมได้ดีที่สุด แต่ถ้าพูดถึงความลงตัวแล้้วผมว่าทุกโปรแกรมคงต้องยอมให้ Aperture นอกจากนี้การทำงานกับตัวโปรแกรมยังช้ามาก ผมคงต้องใช้เครื่องที่เร็วกว่าเครื่องปัจจุบันอย่างมาก เพียงเพื่อที่จะทำให้ผมสนุกกับโปรแกรมตัวนี้ (Mac Mini C2D 1.83 GHz. เดิมๆ จัดการไฟล์ของ Nikon D40X) ฟังค์ชั่นของมันก็แสนจะน้อยเหลือเกิน สีก็ปรับอะไรไม่ได้มากนัก เรียกว่าคงไม่พัฒนากันแล้ว

อาจจะไปไม่รอดสำหรับโปรแกรม RAW workflow เจ้าแรกของวงการ

แนะนำว่าถ้าไม่เคยใช้โปรแกรมจัดการไฟล์ดิบของกล้องดิจิตอล (RAW workflow software) มาก่อน ยิ่งถ้าเป็นคนที่ไม่เคยผ่านโปรแกรมแต่งภาพอะไร ผมบอกได้เลยว่าให้ลองโหลดโปรแกรมตัวนี้มาทดลองใช้งานดู ถ้าตัวนี้ไม่ผ่าน คุณก็ไม่ควรจะมานั่งหลังคอมฯ เพื่อทำภาพแล้ว เพราะมันเป็นโปรแกรมที่ไม่ซับซ้อนแม้แต่นิดเดียว มีอะไรให้จดจำและทำความเข้าใจกับมันน้อยมากๆ ดังนั้นผมว่า Capture One ง่ายที่สุด รองลงมาจาก Lightroom และ Aperture ด้วยเหตุผลข้างต้น คงเข้าใจได้ว่า Capture One ไม่เหมาะกับการทำงานอย่างจริงๆ จังๆ เลย



ปล. จริงๆ Capture One Pro อาจจะดีกว่านี้หน่อยนึงก็ได้ แต่ผมพูดตรงๆ ว่า Capture One ทำให้ผมผิดหวังมากกับ Phaseone


ReviewReviewReview:o: FinePix S100FS :o:May 3, '08 11:36 AM
for everyone
Category:Computers & Electronics
Product Type: Digital Cameras
Manufacturer:  FujiFilm
กล้องหัวใจฟิล์มอะไรนี่แหล่ะ ตอนก่อนจับกล้องได้ 2-3 วัน ผมได้มีโอกาสอ่านรีวิวใน HWM (HardWare Magazine) ว่ากระบี่อันนี้ดี อยู่ที่คนร่ายรำว่าจะทำได้ดีแค่ไหน? แหม... ไอ้ไม้จิ้มฟันนี่ ถ้าผมไม่สะดุดอะไรหกล้ม ผมคงซื้อ Light saber มาไล่ฟันไอ้พวกหลอนๆ นี่ให้ตายไปข้าง เพราะรำคาญ ทำไมมันเซ่อได้ขนาด...

FujiFilm FinePix S100FS ราคานั้นน่าตกใจ เพราะราคาใกล้เคียงกันกับ D-SLR เลย แต่จะเอาไปเทียบกันนั้นไม่ได้แม้แต่นิดเดียว โดยสรุปย่อๆ ก่อนเลยว่า S100FS นั้นเหมาะที่จะเป็น "ของเล่น" อย่างมาก ผิดกับ D-SLR ที่ผู้ใช้นั้นจะอยู่ในระดับจริงจัง สาเหตุก็เป็นดังนี้...

1. คุณภาพไฟล์ของมันสู้ D-SLR ไม่ได้
2. ไม่ต้องกังวลกับการเปลี่ยนเลนส์ ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลเรื่องฝุ่น
3. มีอะไรๆ หลายๆ อย่างที่ D-SLR มี แต่ไม่ใช่ แค่คล้าย และถ่ายภาพง่ายกว่า
4. ลูกเล่นของ S100FS มีมากมายจนผมว่าต้องใช้เวลาศึกษานานมาก เรียกว่าเล่นกันจนเพลิน
5. ไม่สามารถเบลอฉากหลังได้ ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม (ยกเว้นใช้คอมพิวเตอร์, ฮา)

จะเห็นได้ว่า ห้าจุดนี้ก็ทำให้ S100FS นั้นแตกต่างจาก D-SLR เป็นอย่างมาก

เนื่องจากผมไม่ได้อะไรจากการรีวิว แต่ต้องการรีวิวเพื่อให้ทราบว่าผมเคยได้ใช้งานกล้องรุ่นนี้จริงเท่านั้น ดังนั้น ผมจึงขอจบแบบห้วนๆ ด้วยส่วนที่ผมชอบ และไม่ชอบของกล้องรุ่นนี้

ส่วนที่ชอบ
1. ฮู๊ดมีช่องสำหรับปรับ C-PL ด้วย
2. มีสายสำหรับกันฝาปิดหน้าเลนส์หาย
3. ลูกเล่นมากมาย เช่น Film Simulation, Dinamic Range
4. มี Flash hot-shoe แบบมาตราฐาน
5. เลนส์เทียบเท่าเลนส์ 28-400!!
6. Auto ISO นั้นดีมาก มีแบบ Limit ถึง 3 ค่า (สูงสุด 400, 800, 1600)
7. มี ISO-10000 ให้ใช้งาน (แต่จริงๆ ผมว่าแค่ 6400 ก็แย่แล้ว)
8. โหมด SP1, SP2 เหมาะสำหรับคนเพื่อนเยอะ และชอบถ่ายภาพมาก ขอบอก

ส่วนที่ไม่ชอบ
1. การออกแบบเห่ยมาก เห็นแล้วไม่อยากเอาคล้องคอ
2. การตอบสนองต่างๆ ช้ากว่า D-SLR
3. ช่องมองภาพ (EVF) มีความละเอียดต่ำ
4. ระบบกันสั่นทำงานได้ไม่ดีนัก และรู้สึกถึงความร้อนเมื่อมันทำงาน ถึงขนาดว่าผมไม่กล้าใช้เลยทีเดียว (แต่ไม่รู้ว่าเป็นทุกตัวหรือเปล่านะ)
5. แบตเตอร์รี่ไม่ทน
6. RAW ใหญ่เป้ง 24 MB
7. ไม่สามารถถ่ายคร่อม Film Simulation ได้ถ้าใช้ Face Detection (อ้าว ไมอย่างนั้นอ่ะ)

ความเห็นส่วนตัวอีกอย่างคือ มันเป็นกล้องที่เพียงพอกับการใช้งานทั่วๆ ไป มันให้อะไรๆ คุณได้มากเลยหล่ะ แต่ไม่ใช่กล้องระดับ State-of-The-Art จริงๆ ไม่อยากออกความเห็นแต่กลัว "xxx"​ จะออกความเห็นว่ากล้องระดับนี้ก็ใช้งานได้แล้ว ได้ครับ ถ้าคุณเอาภาพไปลงหนังสือในประเทศด้อยพัฒนา หรือว่าเอามาใช้งานเพื่อความบันเทิง ผมว่ากล้องตัวนี้ใช้ได้ดีทีเดียว

จบข่าว ผมอาจจะตกหล่นอะไรไปบ้าง ต้องขออภัยด้วย เนื่องจากไม่ได้ค่าขนม


แต่สอบถามได้นะครับ

ReviewReviewReview:o: D2H :o:Apr 20, '08 3:13 AM
for everyone
Category:Computers & Electronics
Product Type: Digital Cameras
Manufacturer:  Nikon
ตอนมันออกใหม่ๆ เป็นกล้องที่ผมอยากได้มากที่สุด

แต่ก็ไม่ได้ซื้อเพราะโดนพวก "บ้าอุปกรณ์" กับพวก "บ้าพลัง" เบรคเอาไว้
ผมยกให้เป็นความผิดไอ้พวกนี้แล้วกัน เพราะคำพูดของคน 'โง่' พวกนี้...

คำพูดของเขาก็ได้แก่...

- แบตเตอร์รี่กล้องโปรแพงมาก ก้อนละ 6,000 บาท (ในตอนนั้น ตอนนี้เหลือไม่ถึงห้าพัน) แต่ขอโทษครับ EN-EL4 ของ D2, D3 และ MB-D10 + BL3 เนี่ย มันทนมาก ใช้กับ D2H และเลนส์ 70-200VR ถ่ายภาพได้ราวๆ 1,000 รูป ถ้าใส่กับ D3 ก็น่าจะได้มากกว่านั้น (ตามเสปคบอกว่า 3,000 รูป) แต่ที่ผมใช้ D40X อยู่ถ่านก้อนนึงๆ มันถ่ายภาพได้แค่ 2-300 รูป คิดดูผมต้องซื้อ EN-EL9 ลูกละ 1,900 (ประกันศูนย์) สามลูก เพื่อให้ถ่ายได้ราวๆ พันรูป EN-EL9 สามลูก เขาไม่ได้ขายเหมาเป็นจานแบบมะนาวนะครับ!! แล้วตกลง EN-EL4 มันแพงไหม๊?

- ไฟล์เล็ก แค่ 4 ล้าน ตั้งแต่ผมถ่ายภาพมา แทบจะไม่มีลูกค้าซื้อไฟล์ใหญ่เกินสี่ล้านเลย นับครั้งได้ ไม่น่าจะถึงร้อยครั้ง ธ่อ!! ไอ้บ้าเมก้าพิคเซล ถึงเวลาต้องเอาไฟล์ใหญ่ๆ 1Ds เขาก็มีให้เช่า เลนส์ก็ใส่อแดปเตอร์เข้ากับกล้อง Canon ได้ ไม่ก็ยืมเลนส์เขาเอาได้!! ดิจิตอลแบ็คเขาก็มีให้เช่า!!! จะซื้อกล้องไฟล์ใหญ่ๆ มาทำเตี่ยอะไร? ไปเที่ยวเป็นอาทิตย์ไม่สนุก เพราะมานั่งเกร็ง นอนเกร็ง กลัวการ์ดเต็ม??? บ้าหรือเปล่า?

- เรื่องไฟล์ ผมบอกแล้วว่าเล็ก ไฟล์ D40X ขนาดไฟล์นึงเกือบ 10 MB แต่ D2H มันเล็กแค่ 3-6 MB แค่นี้ผมก็ประหยัด HDD, Memory card ไปหลายแล้ว (ปัจจุบันผมมีภาพหลายหมื่นภาพ ถ้าไม่ได้ใช้กล้องฟิล์มไปสองปี ตอนนี้ผมคงมีเป็นแสนภาพแล้ว เคยมีลุงคนนึงแกทำอาชีพนี้มาก่อน แกมีภาพถึงสามแสนภาพเลย ตอนแรกผมก็นึกว่าเยอะ แต่ทำไปทำมาแล้ว งั้นๆ อิอิ)

- ตอนนั้นมีคนบอกให้ผมซื้อ D2X ขืนซื้อก็ตาย ไฟล์ละ 16-20 MB ได้ ว่าง่ายๆ ใหญ่พอๆ กับ D3 ถ่ายที่ 14-bit นี่อย่าให้พูดถึงไฟล์ของ 1Ds Mk-II, Mk-III นะ

- อย่าบอกคนถ่ายภาพมาเป็นสิบปี (แก่จังตรู เจ๊ย!! ผมถ่ายภาพตั้งแต่ประถมอ่ะครับ) อย่างผมว่า คุณอุตส่าห์ซื้อกล้อง D-SLR แพงๆ มา ไปเที่ยวทีเสียเงินตั้งเยอะ ก็ถ่าย JPEG Medium Normal นะ เพื่อประหยัดพื้นที่ใน Memory จะได้ถ่ายภาพได้เยอะๆ ถ้าพูดอย่างนี้ ผมตามไปตึ๊บถึงบ้านจริงๆ เอาให้ตาย โง่อย่างนี้ อย่าอยู่เลย...

- คอมเครื่องเก่าผมใช้เวลาเปิดไฟล์ D2H ประมาณ 10 วินาที D40X, D2X, D2Xs ราวๆ 1 นาที ถ้าทำ Noise Reduction บนไฟล์ D40X ผมจะใช้เวลาปิดไฟล์ราวๆ 3-15 นาทีต่อภาพ อย่าถามว่าทำไม? ไปศึกษาเอง แล้วจะรู้ว่าอย่างนี้ดีกว่า ไม่ก็เอาเงินมา เดี๋ยวสอนให้สามวัน คิดหมื่นห้า ไม่มีฟรี ผมไม่ใช่พวกเด็กหัดถ่ายต้องการโชว์พาวเพื่อสร้างชื่อเสียง เลยชอบเอาความรู้มาแจกฟรี

- ฟิล์มหนึ่งภาพ ใช้เวลาแสกนขนาด 6 ล้าน ที่ 15 นาที ลบฝุ่นอีกต่างหากไม่กี่นาที จนถึงระดับชม. เพราะเครื่องผมไม่มี ICE ซึ่งจริงๆ แสกนเนอร์เครื่องนี้ D-MAX ต่ำกว่ามาตราฐานมืออาชีพด้วย แต่แค่นี้ราคาเครื่องก็เกือบสองหมื่นบาทแล้ว (แพงกว่า D40 อีก) โดยต้นทุนฟิล์มสไลด์ตกภาพละ 7-12 บาท ไม่รวมค่าเดินทางไปซื้อ ค่าสต็อคฟิล์มที่ยังไม่ได้ใช้ ค่าเดินทางไปล้างฟิล์ม โดยน้ำยาล้างฟิล์มสไลด์นั้นชุดละหลายพันบาท และเมื่อเปิดแล้วจะเสื่อมลงเรื่อยๆ ต้องคำนวณเวลาล้างให้ดี เสียแล้ว เสียเลย สั่ง UNDO ไม่ได้

- ผมเคยมีห้องมืดด้วย หมดไปเป็นแสน แต่ไม่ได้เงินกลับมาสักบาท

- เรื่องฟิล์มแบบอีโอ้ (อีโก้ โอ้อวด) นี่อย่ามาเถียงผม ผมก็พูดเรื่องดิจิตอลแบบอีโอ้ได้ทั้งวัน เอาเวลาไปถ่ายภาพเหอะครับท่าน ผมรู้แล้วว่าท่านเก่งงงง ท่านสุดยอดดด มาซื้อฟิล์มในสต็อคผมด้วยนะ ให้รูปละสิบห้าบาทเลย รกบ้านฉิบหาย (คือ แอบคัดดีๆ เก็บไว้หมดแล้ว 555 ห่า กองสไลด์ใหญ่กว่า NAS 5 TB อีก...)

- เคยมีคนเอา D2H ไปเทียบกับ 10D โถ่ ไอ้ประเสริฐ 8 ภาพต่อวินาที ต่อไห้มีสองหน้า สี่มือ 10D 2 ตัว ก็ถ่ายไม่ได้ 8 ภาพต่อวินาที (สำคัญมาก บางจังหวะทำให้ผมเสียใจมาตลอดชีวิตก็มี, เคยเอาเอฟห้าไปถ่ายวิ่งควาย ไปล้างฟิล์มนี่เอาให้ใครเห็นมีแต่คนสรรเสริญ คงทราบว่าทำไม? คือ งานนั้นมีสวยๆ ประมาณสามภาพ เพราะไม่ได้จัดถ่าย เหมือนผู้กำกับ เอ๊ย!! ช่างภาพบางคน กร๊ากกก, เอฟห้าถ่ายภาพต่อเนื่องหมดม้วนภายในสามวินาที หรือว่าง่ายๆ วินาทีละร้อยบาท)

- โอ้พระเจ้า D2H ถ่าย RAW ได้ 25 ภาพต่อเนื่อง 10D หล่ะ? 9 ภาพ กร๊ากกก

- Noise เพียบ แต่ตอนผมใช้ S3Pro ถ่ายนี่ภาพมันใสกิ๊กเลย ใสจนดีเทลหายหมด กล้องก็ช้าอย่างกับหอยทาก เต่าคลานยังเร็วกว่า สีก็เพี้ยนจนผิดธรรมชาติ (เคยมีฝรั่งเอา D2H มาขยายเป็น 12 ล้าน แล้วลด Noise ให้ผมดูแล้วเทียบกับ S3Pro เหมือนกัน มันก็ชัดพอๆ กัน, ถ้าจะเอาภาพมาขยายใหญ่ทีละเยอะๆ ผมว่าใช้กล้องอย่างอื่นดีกว่านะ สองตัวนี้ไม่ได้เรื่องพอๆ กัน, อ้อ ไอ้ฝรั่งนี่แกขายภาพๆ นึง ราคาเป็นร้อยเหรียญนะครับ บ้านเราพิมพ์โปสการ์ดขายใบละห้าบาท แม่ยังบ่นว่าแพง!! จะเอาภาพไปใช้ พี่ขอฟรีท่าเดียว แล้วจะให้ผมซื้อกล้องไฟล์ใหญ่ๆ ที่ต้องใช้คอมแรงๆ เมมโมรี่เยอะๆ ฮาร์ดดิสค์เพียบ ออฟติคอลต้องใช้ blu-ray ใช้ DVD ไม่ได้ เพราะกล้องไฟล์มันใหญ่ ถ่ายแป๊บเดียวแผ่นเต็มบ้านงั้นเหรอ?)

- ISO-400 ภาพก็ไม่สวยแล้ว ธ่อ หำน้อยเคยใช้ฟิล์ม ISO-400 หรือเปล่าวะ...

- ถ่ายที่มืดๆ ภาพไม่สวย? ใช้เลนส์ดีๆ ไฟดีๆ แค่นี้ก็จบแล้ว จัดถ่ายซะก็หมดเรื่อง :P (เลนส์ตัวละเป็นแสนกูก็มี)

- ถ่ายดาว? long exposure ผมมี FM ซื้อมาตัวละพันห้า FM2 ตัวละสามพัน ว่าไงหล่ะ?

ตกลงอะไรไม่ดี?

D2H ออกมาทำไม? สื่อหัวกระเจี๊ยวในบ้านเราเคยตั้งคำถามนี้ไว้...

ออกมาทำไม? ผมก็ไม่รู้ แต่คงไมได้ออกมาให้พวก "บ้าพลัง" เค้าใช้กันหล่ะครับผม

สรุป คนบ้านเรานี่หาแก่นสารในชีวิตไม่ได้สักคน ดีแต่เสือกอะไรไม่เข้าเรื่อง สอนให้คนโง่หน่ะ ไม่ต้องสอน เพราะทุกคนเกิดมาล้วนแล้วแต่โง่อยู่แล้วทั้งนั้น หนังสือออกมาทำไม? ถ้าแค่เพื่อให้คนโง่บางกลุ่มได้เฮ แต่ไม่มีสาระอะไร? คนอ่านก็โง่เหมือนเดิม ทำไปทำไม? เพื่อปากท้องตัวเองอะดิ่งั้น? แล้วจรรยาบรรณหล่ะ? ไม่มี? หือ? อะไรนะ?? ไม่มี? ฮา...

ปัจจุบันถ้าผมทำงานตรงนี้ได้ตั้งแต่ 5 ปีก่อน ผมน่าจะมีรายได้มากกว่าปัจจุบันที่ได้อยู่ประมาณเดือนละหมื่นเป็นอย่างน้อย (โดยคำนวณจากอัตรารายได้ของเพื่อนๆ ที่ได้มากกว่า เพราะมีอุปกรณ์ดีๆ ใช้บางคนมีรายได้ xxx ผมไม่บอกหรอก เดี๋ยวมีพวก "เหี้ย" มาร้องโวยวายอยากจะทำ เพราะไม่ได้รักการถ่ายภาพ แต่อยากได้เงิน สัตว์นรกพวกนี้แม่งน่ารังเกียจที่สุด ยิ่งกว่าขี้ กว่าเยี่ยวเสียอีก เนื่องจากสมองมันคิดอยู่อย่างเดียวว่า 'ทำยังไงตัวเองถึงจะได้กำไรสูงสุด โดยไม่แคร์ว่าคนอื่นจะชิปหาย' การกระทำแบบนี้ก็ไม่ต่างกับพวกทำหนังสือเพื่อปากท้องตัวเองสักเท่าไหร่...) ดังนั้นห้าปีผมมีรายได้มากกว่าปัจจุบันอย่างต่ำไม่น้อยกว่าห้าแสน ถามว่าเงินขนาดนั้นผมซื้อ D3 ได้หรือเปล่า? ยิ่งกว่าได้ ซื้อสามตัวเลยยังได้ด้วยซ้ำไป... แต่ปัจจุบันผมต้องมานั่งคิดจนเล็บขบ เพราะทุนมันจำกัด

ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณต้องถ่ายภาพดีกว่าภาพที่ผมเอามาลงให้พวกคุณดูตามอินเตอร์เนตนะครับ ก่อนซื้อกล้องประเมินตัวเองให้ดี อย่าเอาคนอื่นมาเป็นบรรทัดฐาน กว่าจะได้แต่ละ USD. นั้นมันไม่ได้ง่ายๆ อย่างที่ฝัน ทำอะไรไม่ดูตัวเองนั้นอาจจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต...


ที่สำคัญ บทความนี้ขอร้องคุณว่า ถ้าไม่เข้าใจในสิ่งที่ตัวเองกำลังคิด กำลังจะพูด "ก็อย่าได้ทำตัวเป็นเสือผู้ดี" (ใส่เกือก) คนอื่นเขาอาจจะเดือดร้อนได้


ReviewReviewReview:o: Hand Strap :o:Oct 23, '07 1:39 PM
for everyone
Category:Other
Hand strap ผมก็ไม่รู้ว่าจะเรียกมันว่าอะไรดี เอาเป็น "สายรัดมือ" แล้วกัน

ส่วนมากผมจะใช้ใส่เวลาใช้กล้องกับกระเป๋าคาดเอวแล้วขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยว ไม่งั้นสายคล้องคอมันจะเกะกะน่ารำคาญมากเลยทีเดียว บางทีไปเกี่ยวกิ่งไม้เล่นเอารถเกือบคว่ำ

เจ้าสายรัดมือนั้นมีหลายแบบเหมือนกัน มี Nikon AH-4 ที่เป็น Full-size hand strap ส่วนที่นิยมกันจะเป็นแบบ Half-size ค่าตัว Half-size จะประมาณ 600 แต่ AH-4 จะราวๆ 4,000 บาทได้ ของ Camera Armor ดีที่สุด ราคานี่ผมไม่แน่ใจ พันกว่าบาทมั้ง

ส่วน Canon E1 Strap จะไม่สามารถใช้กับกล้องยี่ห้ออื่นได้ (Minolta บางรุ่นอาจจะถูไถใส่ได้, Sony นี่ผมไม่แน่ใจครับ) เพราะตัว strap จะให้มาแค่สายเท่านั้น เพราะบนตัวกล้องของ Canon จะมีช่องให้ใส่อยู่แล้ว แต่กล้องยี่ห้ออื่นจะไม่มีส่วนนี้มาให้ครับ

ที่ว่าดีที่สุดจะเป็นรุ่น SafeGrip ของ Camera Armor นะครับ รุ่นอื่นอย่าสนใจ อย่างพวกมาตง มาตินนี่อย่าไปเล่น เนื่องจากมันจะต้องขันเกลียวเข้าทางรูใส่ขาตั้ง ทำให้ใช้กับขาตั้งได้ไม่มั่นคงนัก เพราะเจ้าตัวกริปเองมันจะโยกเยกๆ แต่เจ้า SafeGrip นั้นมันไม่ต้องใช้การขันเกลียวเข้าไป ถ้าอยากได้แนะนำให้กัดฟันซื้อ SafeGrip ไปเลยครับ สู้ๆ

ซื้อๆ ขายๆ เสียเวลาชิปหายเลย อย่างผมนี่โดนไปหลายพัน เฉพาะค่าที่รัดเนี่ย


ปล. ขอขอบคุณภาพจากกระทู้ของคุณ RUTch จากห้อง Nikon ThaiDPhoto
http://www.thaidphoto.com/forums/showthread.php?t=16270


ReviewReviewReviewReviewReview:o: LowePro Stealth Reporter AW :o:Oct 13, '07 3:50 AM
for everyone
Category:Other
Stealth Reporter ของ LowePro เป็นกระเป๋ากล้องแบบสะพายข้าง ปัจจุบันเป็นรุ่น 3G (Third Generation หรือ รุ่นสาม อิอิ) นับว่าเป็นกระเป๋ากล้องที่ผมไม่ชอบสักเท่าไหร่ แต่ยังเก็บไว้ใบนึง และเป็นกระเป๋ากล้องที่ผมเอาออกมาใช้งานมากที่สุด เนื่องจากเป็นกระเป๋าที่มีครบทุกอย่าง ทั้งกันกระแทก ผ้าคลุมกันแดดและกันฝน ซึ่ง LowePro เรียกว่า All Weather Hood และ All Weather Cover หรือเรียกสั้นๆ ว่า AW ทำจากผ้า Rip-stop ซึ่งเนื้อผ้ากันน้ำได้ 100% แต่ถ้าใช้งานบ่อยๆ สักสองสามปี พวกนี้ก็จะเริ่มเสื่อมแล้ว จะกันน้ำไม่ค่อยได้นัก (จริงๆ เราจะใช้พลาสติกอย่างอื่นมาคลุมแทนก็ได้ เช่น ถุงก็อบแก๊บ)

ส่วนตัวแล้วผมเคยใช้รุ่นแรก เป็นขนาด 300 และรุ่นสองขนาด 100 สองใบ 200, 300, 500 อย่างละใบ สุดท้ายเก็บ 200 เอาไว้ เพราะว่าขนาดกำลังดี ยัดใส่กระเป๋าเป๋เดินป่าขนาด 40-60 ลิตรได้พอดิบ พอดี ส่วนถ้าเป็นคนทั่วไปใช้ ผมแนะนำว่ากล้องคอมแพค หรือ D-SLR ขนาดเล็กแนะนำรุ่น 100-200 จะกำลังดีส่วน D-SLR ขนาดใหญ่หรือกลางก็เล่นรุ่น 300 ขึ้นไป และอย่าลืมว่ากระเป๋ารุ่นนี้สามารถต่ออุปกรณ์เสริมได้ เช่น LensCase, UtilityCase ฯลฯ ไม่เหมือนกับ Slingshot ที่ต่ออุปกรณ์เสริมไม่ได้ จริงๆ อยากได้ Slingshot เหมือนกันนะ แต่อยากได้เป็นแบบ DryZone ไปเรย อิอิ (จริงๆ กระเป๋าที่อาจจะกันน้ำได้ดีกว่ากระเป๋ากล้องทั่วๆ ไปก็มี Kata ที่น่าเล่นเหมือนกัน แต่ผมยังไม่เคยซื้อมาใช้เรย)

หลายท่านอุตส่าห์อ่านมาถึงตรงนี้ บางคนอาจจะบ่นว่าแพง เห็นบางคนรวยๆ ยังบ่นว่าแพง (แพงกว่ากระเป๋าไม่มีแบรนด์เป็นเท่าตัว) แต่กระเป๋าใบนี้ลุยมากับผมแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ภู 10 เขา 5 ดอย 5 ทะเล อย่างแค่ภูกระดึงก็ 5 รอบ ภูสอยดาวก็ 4 รอบแล้ว แต่ที่ไปไกลที่สุดก็แบกขึ้นยอด Mount Kinabalu ที่สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาแล้ว แต่ยังไม่สร้างปัญหาให้ผมสักนิดเดียว (ยกเว้นเรื่องน้ำเข้า กระเป๋าชื้น ซึ่งเป็นกับกระเป๋ากล้องทุกรุ่น ทุกแบบ ทุกยี่ห้อ ไม่มีกระเป๋ารุ่นไหนกันน้ำได้ ยกเว้น LowePro DryZone) ไม่เหมือนกระเป๋าไม่มีแบรนด์บางครั้งแค่ครั้งแรกก็สร้างปัญหาให้กับผู้ใช้แล้ว (เช่น Paradox, กระเป๋า Fotofile บางรุ่น) ดังนั้นเปลี่ยนความคิดเสียเถอะครับ อุปกรณ์ถ่ายภาพบนไหล่เราบางครั้งราคารวมๆ กันนี่บางคนทำงานกันเป็นปีกว่าจะได้มา ทำตกทีเดียว อาจจะเป็นเรื่องเสียใจไปตลอดชีวิต อ้อ กระเป๋าใบนี้อยู่กับผมมาราวๆ สาม-สี่ปีแล้ว ยังใช้งานได้ดีอยู่ เรียกว่าใช้งานกันเกินราคาไปแล้วครับ

สิ่งที่ผมชอบมากในกระเป๋ารุ่นนี้ก็คือ กระเป๋านั้นสามารถแยกชิ้นเพื่อซักตากได้ ไม่เหมือนกับรุ่น Nova ที่เอาไปลุยไม่ค่อยจะได้เพราะซักแล้วต้องตากทั้งใบ ถ้าตากไม่ดี มันจะเหม็นอับเพราะตามซอกๆ มันยังไม่แห้งสนิท งงป่ะ??? ลองซื้อมาใช้แระกัน อิอิ อ้อ กระเป๋ากล้องถ้าเอาไปซักแล้วมันจะหด หรือเสียทรงไปเลยนะ ถ้าไม่จำเป็นแนะนำให้ใช้งานแบบถนอมๆ จะดีกว่าครับ นอกจากนี้ก็มีเรื่องการออกแบบที่ทำให้ผมสามารถ ทิ่มเลนส์เข้าไปในกระเป๋ากล้องแล้วเดินต่อได้เลย สะดวกดี และซิปที่กลางฝากระเป๋านี่สำหรับเจ้าพ่อ หรือเจ้าแม่เลนส์เดี่ยวคงชอบเพราะทำให้เปลี่ยนเลนส์ได้ง่าย โดยไม่ต้องเปิดทั้งกระเป๋า (แต่ระวังซิปขูดเลนส์เป็นรอยนะครับ)

เรื่องหน้าตา ผมว่ารุ่น 3G นี่ไม่สวยสักเท่าไหร่ ว่าถ้าซื้ออีกทีคงหลังจากนี้ จุดที่ผมไม่ชอบเลยก็ตรงคลิปมันไม่ซ่อนไว้ด้านในฝากระเป๋า ทำให้เวลาใช้งานหนักๆ แล้ว มันจะเยินมากๆ เลย (ดังภาพตัวอย่าง)

สุดท้ายคือเรื่องของความจุกระเป๋า ปรกติแล้วเจ้า 200AW ใบนี้จะมีอุปกรณ์ ประจำคือ 1 บอดี้ เลนส์ 70-180 micro, 20 mm, 24-50, 50 mm. และแฟลช SB-800 พร้อมสายซิงค์ SC-17 เครื่องวัดแสงมือถือ และกระเป๋า FilterPocket หนึ่งใบ แค่นี้ก็ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับการถ่ายภาพทั่วๆ ไป อ้อ ถ้าใช้เลนส์ 2.8 แนะนำรุ่น 300 นะครับ เพราะถ้าใช้ 200 นี่มันคับติ้วเลย เอาเข้า-เอาออกลำบากมากๆ แถมขนาดของเลนส์กลุ่มเทเลฯ มันยังยาวเกินความสูงของกระเป๋าด้วย :P

อ้อ อ้อ อ้อ เท่าที่จำได้นะ Reporter 200 ความจุจะราวๆ Nova 3 ส่วน Reporter 300 ความจุจะอยู่ราวๆ Nova 4 ครับผม ^___^


Reporter ที่ผมว่ามีสามรุ่น รุ่นแรกจะเรียกว่า Reporter เฉยๆ มั้ง ส่วนรุ่นสองจะเป็น Stealth Reporter x00 AW ส่วนรุ่นสาม หรือรุ่นปัจจุบันจะเรียกว่า Stealth Reporter Dx00Aw


ReviewReviewReviewReview:o: Domke F3x :o:Aug 29, '07 6:21 AM
for everyone
Category:Other
กระเป๋าดอมเก้ (อย่าอ่านว่า "ดมขี้") เป็นกระเป๋าที่นักข่าวชอบใช้ (Photojournalism) คงเพราะมันมีเหตุผลอะไรสักอย่าง เช่น มันดูเซอร์ๆ ไม่เหมือนกับกระเป๋ากล้องมั้ง แต่ส่วนตัวแล้ว ผมและเพื่อนผมทุกคนซื้อมันมาใช้เพราะว่า 'เท่ห์'

ดมขี้ อ้อ ดอมเก้ มีหลายรุ่น แต่ที่นิยมกันมากๆ ถือว่าเป็นตำนานของดอมเก้ก็ได้แก่ รุ่น F2 และ F3x โดยเนื้อผ้าของกระเป๋าดอมเก้จะมีอยู่สองแบบคือ Canvas (Original) กับ Balistic แนะนำว่าส่วนมากแล้วคนเล่นกระเป๋าดอมเก้จะนิยม canvas มากกว่า โดยกลุ่มคนที่เล่นดอมเก้ในบ้านเราจะเรียกติดปากว่า "รุ่นออริจินั่น" (ไม่ใช่ออริจินั่ลนะ อิอิ) สาเหตุก็เป็นเพราะผ้า canvas นั้นจะสามารถสีตกได้ หรือแถวบ้านผมเรียกว่า 'ซีด' ซึ่งเวลากระเป๋าผ้าแบบนี้มันซีดแล้ว โอ๊วส์พระเจ้าจ๊อดส์ มันเรียกเสียง "ซี๊ด" และซ๊าดได้เป็นอย่างดี ผิดกับ balistic ที่ทนกว่า และกันความชื้นได้ดีกว่าก็จริง แต่สีนั้นไม่ยอมซีดง่ายๆ ถึงแม้จะเอาไปแช่ไฮเตอร์แล้วก็ตาม (ของผมก็เป็น balistic แช่ไฮเตอร์ หน้าตาอุบาศก์ซะ...) ที่สำคัญ ผ้า balistic เวลาโดนเวคโคร (Vecro หรือ ไอ้แถบแคว่กๆ ผมเรียกงี้แหล่ะ) เกี่ยวบ่อยๆ ผ้ามันจะลุ่ยออกมา ดูแล้วเหมือนขนที่ขึ้นในร่มผ้าเลย หุหุหุ

อ้อ สำหรับเรื่องผ้า รุ่น original ดอมเก้จะมีรุ่นพิเศษ 'ขลิบหนัง หุ้มปลาย' ขอบผ้าด้วย พวกนี้จะหายากและแพงด้วย บางคนได้มาแพง (ประมูลมา) แล้วยังแถมตำหนิเป็นรอยโดนกาวร้อนรอยเบ้อละเฮิ่มก็มี หุหุหุ ส่วนตัวผมเคยเล่นรุ่นพิเศษเป็นรุ่นสีเขียวทหาร F2 ซื้อมาสี่พันสี่ ขายได้แปดพัน อิอิ

ดอมเเก้สองรุ่นที่ผมว่า สำหรับ F2 แล้วจะเหมาะสำหรับคนที่เล่น 2.8 สามตัว (หรือที่เรียกว่า 'เลนส์สามไอ้สัด แพงโคตร' อ้อ เค้าเรียกว่า 'เลนส์สามกษัตริย์' ต่างหากสินะ, อ้อ ใส่ฮู๊ดไม่ได้นะครับ ต้องแยกฮู๊ดออกนอกกระเป๋าอ่ะ) บอดี้โปร + แฟลช แต่สำหรับ F3x แล้วจะเล็กลงมาหน่อย (ใส่เลนส์สามประหยัดได้พอดีๆ) แต่ปรกติ F3x ผมมักจะใส่กล้องกับเลนส์ตัวเดียว หรือกล้องกับเลนส์เดี่ยวสองสามตัว

กระเป๋าทุกรุ่นของดอมเก้ จะเป็นกระเป๋าที่ไม่มีความสามารถในการป้องกันอะไรเลย เวลาใช้งานต้องนึกเสียก่อนว่าไปในพื้นที่แบบไหน ถ้ามีฝุ่น มีน้ำ มีลุย คนเยอะ พวกนี้ระวังให้ดีแล้วกัน เท่ห์ไปเท่ห์มาอาจจะเสียท่าเข้าก็ได้ อิอิ อธิบายเป็นเรื่องๆ เลยแล้วกัน

เรื่องฝุ่นกระเป๋าดอมเก้เป็นแบบเปิด ไม่มีซิฟสำหรับช่องใดๆ ยกเว้นช่องเก็บของเล็กๆ ในกระเป๋า ดังนั้น หากเจอฝุ่นมากๆ ลมแรง ฝุ่นก็จะเข้าไปนอนยิ้มอยู่ในกระเป๋าเราได้อยางง่ายดายเลยทีเดียวเชียวครับ อันนี้ป้องกันได้ด้วยการใส่ถุง เลือกเอาตามถนัดครับ ว่าจะเป็นกลิ่นส้ม... เอ๊ย!! ว่าจะเป็นถุงก็อปแก๊บหรือว่าถุงดำก็ได้ เพราะใบใหญ่ขนาดนี้คงใส่ถุงซิปไม่ได้หรอกมั้ง หรือว่าจะเอาอุปกรณ์ในกระเป๋าไปใส่ถุงซิฟล็อคก็ได้จะได้ดูทุเรศๆ หน่อย สมกับใช้กระเป๋าใบละครึ่งหมื่น อิอิ

ไม่กันน้ำ ผมหล่ะเซ็งมากเลย เวลามีคนเอา Domke Balistic มาราดน้ำโชว์ว่ามันกันน้ำ ไว้มาเจอกับตัวพี่แกเอง ผมจะหัวเราะให้ฟันหัก ยิ่งถ้ามาเทียบกับพวกกระเป๋าที่มี All-Weather cover นะ มันคนละเรื่องก๊านน :P

ไม่กันกระแทก เพื่อนผม ผมเห็นใช้กล้องหรือเลนส์ไม่เคยเป็นรอยสักตัว แต่พอมาใช้ Domke ทีเดียว D200 อายุไม่เกินสองอาทิตย์ก็เป็นรอยถึงเนื้อเหล็กเลย เท่ห์ แถมแดกข้าวไม่ลงไปหลายวัน อิอิ

ไม่กันปลาหมึก พวกปลาหมึกนี่จะชอบล้วง อย่างผมนี่ลองเชิงล้วงกันเองประจำ นี่ถ้าไม่ใช่พวกกัน สงสัยเลนส์ได้หายกันไปบ้างแล้ว เนื่องจากตัวฝากระเป๋ามันไม่ได้เป็นแบบที่ปิดมิดชิดอะไรนัก เวลาเราไปในที่ๆ ไม่ปลอดภัยก็ควรจะระวังไว้บ้างครับ ยิ่งถ้าเป็นน้องดมแล้ว ล้วงง่ายมั่กๆ เรื่องโดนขโมยนี่ผมไม่อยากจะเล่า ขนาดไม่ใช่ดมขี้ ผมเคยวางกระเป๋ากล้องเพื่อถ่ายภาพ ถ่ายอยู่พักนึง ก็หันกลับมาที่กระเป๋ากล้อง ปรากฎว่ามีไอ้เด็กขี้มูกโป่งที่ไหนมารื้อกระเป๋ากล้องผมเฉยเลยก็มี เดี๋ยวป๊ะเหนี่ยวเรยเนี่ย!!

อ้อ แต่ดมฯ นี่เค้าจะมีของเล่นเป็น accesories อยู่บ้าง เช่น กระเป๋าเล็กๆ สำหรับใส่กับเข็มขัด (ของผมมีรุ่น F-901 แต่อันนี้แนะนำให้ใช้ของโฟโต้ไฟล์จะดีกว่า) สายสำหรับใส่เพื่อสะพายหลัง (อันนี้ผมชอบมาก ใช้ประจำ) และสุดท้ายก็คือที่รองไหล่ อันนี้เหมาะสำหรับคนที่มีอุปกรณ์เยอะๆ กันไหล่ทรุดครับ


วันนี้นอนแล้วดีกว่า อย่าลืมครับ เท่ห์แต่กินไม่ได้ อิอิ


ReviewFlexible Mini KeyboardAug 18, '07 2:12 PM
for everyone
Category:Computers & Electronics
Product Type: Other
Manufacturer:  China
คีย์บอร์ดนรกจากเมืองชัยนาท เอ๊ย!! เมืองจีน จริงๆ มันก็ความผิดของผมเองแหล่ะที่เกิดมาเป็นคนชอบของแปลก เห็นไอ้คีย์บอร์ดเหี้ยนี่มันแปลกดี เลยสอยมาเล่นสักตัว โหย ประสบการณ์ที่ได้ นรกมาก...

คีย์บอร์ดมันเป็นยางทั้งตัว ตัวปุ่มจะแข็งก็แต่ช่วงบน ดังนั้นเวลาเราพิมพ์ปุ่มมันก็จะโยกเยกไปมาอยู่ตลอดเวลา ธรรมดาแล้วผมเป็นคนที่พิมพ์ดีดได้อย่างรวดเร็วมาก เพราะผมเรียนพิมพ์สัมผัสมาตั้งสี่ปี (เรียนพร้อมกันทั้งไทยและอังกฤษ) แต่พอมาใช้ไอ้คีย์บอร์ดนรกนี่แล้ว ช่วงแรกๆ ก็กลายเป็นเด็กหัดพิมพ์ดีดไปเลย เนื่องจากว่าพิมพ์ไม่โดนปุ่มบ้างหล่ะ หรือว่ากดโดนแล้วแต่มันไม่ติดบ้างหล่ะ มันช่างนรกจริงๆ เลย

แต่ใช่ว่าเวลาจิ้มดีดจะไม่มีปัญหานะครับ ผมลองแล้ว ต้องเล็งดีๆ ให้โดนตรงกลางปุ่ม และทิ่มลงไปเป็นแนวดิ่ง 90 องศาเลย หุหุหุ ไม่งั้นมันจะไม่ติด และวัสดุที่ใช้ทำคีย์บอร์ดก็ดูดฝุ่นเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าวางที่มีฝุ่น ฝุ่นจะติดขึ้นมาบนคีย์บอร์ดทุกเม็ดเลยทีเดียว แหย๋งมือมากๆ ขอบอก

นอกจากนี้ไอ้คีย์บอร์ดตัวนี้มันยังเป็นแบบ Mini Keyboard คล้ายๆ กันกับของเครื่อง labtop หรือ notebook คือ ไม่มีปุ่มตัวเลข (Num pad ผมอุตส่าห์เรียนวิชาเครื่องคำนวนมาตั้งเทอมนึงอ่ะ สองหน่วยกิตนะเนี่ย!!) ไม่มี Home, End, Page Up, Down แค่นี้ก็ยังพอทน แต่มันดันไม่มีปุ่ม Print Screen นี่สิ โอ๊ย ผมอยากจะร้องไห้ ไม่น่าโง่เรย แถมดันมีปุ่ม Pause Break มาให้เจ็บใจเล่นอีก รู้งี้ซื้อแบบ Full รุ่นใหม่ที่พับได้เหมือนกันมาใช้ดีกว่า ถึงจะเสียเงินไปไม่ถึงสองร้อยบาทก็จริง แต่ผมนั้นโคตรจะเสียดายเงินเลย แทนที่จะจ่ายเงินซื้อของดีๆ ไปเลยทีเดียว ไอ่เวง...


ส่วนข้อดี ดูข้างกล่องของมันได้เลย จริงอย่างที่มันโม้


ReviewReviewReviewReviewReviewNikon SB-800Aug 16, '07 3:29 PM
for everyone
Category:Other
ข้อเสียอย่างเดียวคือแพง ยิ่งถ้าไม่ได้เอามาใช้งานอะไรจริงๆ จังๆ นี่ไม่ควรซื้อสักเท่าไหร่ เพราะอะไรผมถึงว่าอย่างนั้นก็ลองมาฟังผมรีวิวดูครับ

SB-800 เป็นแฟลชรุ่นใหญ่ที่สุดของ Nikon ก่อนหน้านี้ ระบบแฟลชของ Nikon จะถูกเอาไปเทียบกับ Canon เป็นประจำ เพราะว่าแฟนแคนนอนเคืองที่แฟลชของ Nikon นั้นดีกว่าหลายอย่าง (แต่เดี๋ยวนี้ 580 EX III มีเหมือน Nikon หมดแล้ว ยกเว้น GN กับ Repeating flash) เรื่องเปรียบเทียบนี่ อย่างช่างภาพสมัยก่อนก็จะบอกว่า SB-800 ดูป๊อกแป๊กกว่า แฟลชรุ่นก่อนหน้ารุ่นอื่นๆ ของ Nikon มาก ซึ่งดูเผินๆ แล้วมันก็จริงอย่างที่เขาว่า แต่พอใช้งานจริงก็ทนทานดี โดยเฉพาะฐานแฟลชที่เป็นเหล็กของ SB-800 กับ SB-600 นั้นผมชอบมาก เห็นพวกใช้ฐานพลาสติก ทั้ง Nikon, Canon และอื่นๆ นั้นเสียหายกันเป็นประจำเลย ทำทีอย่างถูกๆ ก็ห้าร้อยแล้ว

SB-800 จะมีน้องคลอดตามกันมาอีกคนคือ SB-600 ซึ่งป๊อกแป๊กกว่ามาก ไม่มีฟังค์ชั่นอะไรมากนัก รวนง่ายเวลาเจอแบตไม่ดี และปุ่มยางสำหรับปรับหัวแฟลชนั้นหลุดทุกตัว ต้องเอามาทำใหม่ แต่เรื่องแค่นี้ผมว่าเล็กน้อย เพราะราคาของมันห่างกันเยอะพอสมควร โดยสิ่งที่ SB-600 ไม่มีนั้นก็ได้แก่ Auto flash, Master CLS, Repeating flash ซึ่งพวกนี้ผมว่าไม่จำเป็น ส่วนอุปกรณ์เสริมที่ SB-800 มี แต่ SB-600 ไม่มีก็ได้แก่ Bounce card, Softbox, Extra battery pack (SD-800), Color gel (SJ-800) สี่อย่างนี้ พูดตรงๆ ว่าไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักถ่ายภาพทั่วไปสักเท่าไหร่ครับ ที่ผมว่าแพงก็คือ ในชีวิตคนเราจริงๆ จะได้ใช้งานในส่วนที่ SB-800 มีให้มาเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้นเอง

ประสบการณ์ที่ผมใช้งาน SB-800 มา เป็นแฟลชที่มีความทนทานมาก ระบบต่างๆ ทำได้ดี ยกเว้นเรื่องการเปลี่ยนโหมดแฟลชของ Nikon ที่ยังทำได้ช้าและพาให้สับสนอยู่บ้างเป็นบางที (ตรงนี้ SB-600 จะดีกว่า เพราะว่าโหมดน้อยกว่าทำให้สับสนน้อยลง) ส่วนเรื่องความแม่นยำในการยิงแฟลชนั้น ขึ้นอยู่กับกล้องมากกว่าตัวแฟลชครับ


ReviewReviewReviewGary Fong Lightsphere IIJul 22, '07 3:26 AM
for everyone
Category:Other
I'm not excellent in english but I just try.

Positive
- Hi-quality of light.
- More function and more style than reflex
- Very convenient when compare with studio light.

Negative
- Expensive.
- Funny looking.
- Big and a bit heavy.

เอาภาษาไทยนี่แหล่ะดีแล้ว เหอๆ เท่าที่ผมลองใช้งานดู นับว่าเป็นนวัตกรรมใหม่แห่งการถ่ายภาพเลยทีเดียว แต่ไอ้นวัตกรรมนี้มันยังไม่สมบูรณ์เท่าใดนักก็เท่านั้น เอาเป็นข้อดีและข้อเสียแล้วกันนะครับ

ข้อดี
- แสงมันนุ่มจริงๆ เพียงแต่ว่าถ้าใช้ในพื้นที่เปิดโล่ง เงามันจะยังคงแข็งอยู่
- ใช้งานง่าย และหลากหลายกว่าซื้อรีเฟลกมาใช้
- ถ้าเอาไปเทียบกับแฟลชสตูดิโอแล้วมันใช้งานง่ายกว่า หลายพันเท่า (ไม่เวอร์ไปหรอก)

ข้อเสีย
- แพง ยิ่งซื้อยกชุดนีเกือบจะได้ SB-600 เรยทีเดียวเชียว
- ดูแล้วตลกนะ ไม่เคยเห็นใครชมเลยว่าใช้แล้วเท่ห์ หุหุหุ
- ใหญ่ และหนัก บางครั้งร่วงออกจากแฟลชเลยก็มี เสียฟอร์มหว่ะ :P
- อ้อ ฝาเก็บยาก ใช้งานไม่สะดวกนะ นึกไม่ออกจะอธิบายเป็นภาษาฝรั่งได้ยังไง??? :P

ลืมบอกไป ว่ามันทอนกำลังแฟลชลงไปเยอะมากด้วยนะเออ

จบข่าวประจำวันอาทิตย์ (พิมพ์มาก เดี๋ยวมีคนว่าโฆษณา, สงสัยอะไรโทร. มาถามแระกัน ไม่อยากโดนพวกโรคจิตอ่ะ 555)


ปล. ส่วนตัวแล้วคิดว่ากัดฟันซื้อ Whale Tail ไปเลยจะดีกว่าจ้า


ReviewReviewReviewNikon 18-200VRJun 27, '07 4:49 AM
for everyone
Category:Other
3.5 ได้ไหม๊? ตัวนี้ แต่ทั้งรัก ทั้งเกลียดนะครับ เพราะผมเป็นคนชอบภาพที่สวยสุดๆ แต่งบประมาณมันค่อนข้างจะสวนทางกับแนวการถ่ายภาพของผม เลยต้องคว้าเลนส์สารพัดประโยชน์มาเมคมันนี่ก่อน

เลนส์ตัวนี้เป็นเลนส์สารพัดประโยชน์จริงๆ ทำได้ทุกอย่าง ยกเว้นถ่ายภาพโคลสอัพและมาโคร เพราะมีทั้ง AF-S และ VR สองอย่างนี้ก็ทำให้ถ่ายภาพได้สะดวกขึ้นมาก แถมทางยาวโฟกัสยังมีช่วงที่กว้างถึง 11 เท่าตัว ตั้งแต่ 18 จนถึง 200 มิลลิเมตร เรียกว่ามีพี่เค้าตัวเดียว เที่ยวได้ทั่ว แต่ราคาจะสูงกว่าของ Tamron และ Sigma หลายอยู่ทีเดียว แต่ให้คิดเสียว่าซื้อ AF-S และ VR ติดมาด้วยแล้วกันครับ แถมด้านงานฝีมือทั้งการออกแบบและผลิตของ Nikon ก็เหนือชั้นกว่ากันมาก ฮู๊ด HN-35 ก็ถือว่าใส่แล้วทำให้คนถือมีความสามารถในการถ่ายภาพสูงขึ้นมาเลย (ฮิ๊ววว) อีกอย่างก็คือ ผิวภายนอก จะเก่ายากกว่าของ Sigma และ Tamron

รูปร่างหน้าตาของเลนส์ตัวนี้ถือว่าสวยทีเดียว ถ้าไม่ซูมออกมามากๆ นะ เพราะเวลาซูมมากๆ แล้ว เจ้าตัวเลนส์ก็จะยืดยาวออกมาเป็นเท่าตัวเลย และถ้าเราซูมที่ช่วง 24-135 mm. ให้ระวังเลนส์มันจะเกิดอาการซูมไหล เท่าที่ถามๆ มา เป็นทุกตัวครับ แต่ก็ดีกว่าระบบล็อคซูมของ Tamron เคยใช้รุ่นเก่าตัวนึง ผมเกือบทำแหกมาแล้ว เพราะลืมปลดปุ่มล็อคก่อนที่จะทำการซูม ส่วนเวลาใช้งานก็อย่าลืมซูมกลับเท่านั้นแหล่ะ เลนส์จะได้ไม่ยืดออกมายาวจนเกินไปนัก

คุณภาพของภาพ ผมไม่เคยเทียบกับเลนส์ช่วงเดียวกันที่ซูมได้เยอะๆ แบบนี้มาก่อน แต่กับเลนส์ทุกตัวที่ผมมี คุณภาพมันสู้ไม่ได้เลยแต่ก็ต่างกันแค่สิวๆ ชิลๆ นิดหน่อย ต้องเอามาเทียบเพื่อจับผิด แต่ถ้าเอาไปเทียบกับเลนส์เดี่ยวรุ่นใหม่ๆ หรือซูม 2.8 ภาพจะต่างกันโดยสิ้นเชิงโดยเฉพาะความสดใสและสีสันของภาพ (ถ้าจะเอาซูมเยอะๆ คุณภาพดีๆ แนะนำให้ซื้อ 28-300 L IS สิครับ ราคาแค่แปดหมื่นกว่าบาทเอง อ้อ ซื้อ 5D อีกด้วยนะถึงจะได้ช่วงไวด์ ราคารวมแล้วก็ไม่เกินสองแสนเองครับ ฮี่ฮี่ฮี่ แคนนอนถู๊ก ถูกนะ ก๊ากกก แถมหนักอีกต่างหา 28-300 L IS นี่ 1.7 Kg. 18-200VR หนักแค่ 540 g. รักจะโก้ ต้องกล้ามโตนะฮ๊า ป๋าขา กั่กๆๆ)

อ้อ แต่ถ้าเทียบกับเลนส์แมนนวล ผมเคยลองเทสต์กับ 105 1.8 เลนส์ในตำนานมาแล้ว ผลก็คือ ผมขายเลนส์ในตำนานทิ้งในราคา 6,000 บาท เพราะ 18-200 VR นั้นทั้งคมชัด และใสกว่ามาก ซึ่งพอเห็นแล้วนอกจากจะอยากขายทิ้ง ผมยังแอบตัดเพ้ออีกว่าไม่น่าเสียเวลาไปกับ 105 1.8 เรย... (อ้อ มันใสกว่า Sigma 24-70 2.8, 70-200 2.8 ด้วย หุหุหุ)

ข้อเสียของมันก็คือ มันเป็นเลนส์ที่ให้ฉากหลังไม่สวย (เรียกภาษาช่างภาพว่า bokeh ไม่สวย) และ distortion ที่สูงมาก เป็น wave ไม่ได้เป็น geometic เหมือนกับเลนส์เดี่ยว หรือเลนส์ซูมระดับโปร แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผมหยุดรักมันเรย เพราะมันเป็นเลนส์ที่โฟกัสได้รวดเร็วมาก และ VRII ของมันยังเชื่อง เชื่อขนมกินได้ทุกชอต (ที่ตั้งใจถ่ายวัตถุนิ่งๆ นะ, 1/30 นี่ได้ชัดๆ ค่อนข้างชัวร์เรย) ไหนจะตัวเดียวทำได้ทั้งภาพทุกแบบในไม่กี่วินาทีอีก โอ้ ปลื้มๆ อิอิ

อ้อๆ อาการซูมไหลนี่จะทำให้เราใช้งานร่วมกับขาตั้งไม่ค่อยจะได้นะครับ โดยเฉพาะมุมก้ม หรือว่ามุมเงย เลนสมันจะไหลทำให้เราทำงานกับขาตั้งแทบจะไม่ได้เลย แต่ก็มีวิธีแก้ปัญหาก็คือ ใช้ยางโอริง หรือหนังสติ๊กเส้นใหญ่ๆ หน่อยเพื่อรัดรอบวงแหวนซูมไว้

ส่วนตัวแล้วที่ลบหนึ่งแต้มเพราะเลนส์มันรูรับแสงแคบ และตัวที่ผมใช้อยู่นั้น back focus นิดนึง ส่งศูนย์ Nikon แล้วกลับเป็นหนักกว่าเดิม (แถมทำ EN-EL9 ผมหายอีก :P) ว่าจะลองส่งอีกรอบแล้ว เพราะเลนส์ back focus นั้นทำให้ผมมีปัญหากับการทำงานและชีวิตส่วนตัวไม่น้อยเลยทีเดียว (เห็นมืออาชีพบ่นกันหลายคนทีเดียวว่าโฟกัสไม่ตรงๆ แต่เรื่องนี้เลนส์ L ก็เป็นนะ หุหุหุ)


ปล. อาการ back focus พบได้กับเลนส์ หรือ กล้องทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ เป็นแจ็คพอตอย่างหนึ่ง
ปล.2 ต่อไปกล้องรุ่นใหม่ๆ จะแก้ปัญหาเลนส์ back focus ได้ด้วยตัวกล้องเองแล้ว (D300, D3)
ปล. 3 รีวิวของผมเองแต่เขียนไว้อีกที่ นิคอนครับ คลับคนใช้นิคอน
ปล. 4 แบ็คโฟกัสนี่คงแก้ไม่ได้เพราะส่งไปสามรอบแล้วก็เหมือนเดิม (อัพเดตเมื่อเดือนตุลา 07) คงต้องรอซื้อ D300 อย่างเดียวแล้ว และอีกอย่างที่เจอคือ เวลากลับฮู๊ดเราจะซูมได้ลำบาก เพราะว่าวงแหวนซูมอยู่ด้านหน้า ไม่เหมือนเลนส์รุ่นอื่นๆ หลายๆ รุ่น ที่วงแหวนซูมจะอยู่ด้านหลัง แต่พวกเลนส์ที่กระบอกยืดมากๆ ก็ต้องใช้แหวนซูมด้านหลังอยู่แล้วหล่ะ เพื่อรักษาสมดุลย์ในการจับถือ


ReviewReviewReviewReviewSlim DVD±RW with LightScribeMay 30, '07 12:50 AM
for everyone
Category:Computers & Electronics
Product Type: DVD Players
Manufacturer:  LaCie
นรกจริงๆ ตอนแรกเห็นราคาในบ้านเราขายอยู่ 7,500 พอมาเจอพี่แกประกาศขาย 5,800 บาท ใช้งานแค่หนึ่งอาทิตย์ ผมเลยรีบโทร. ไปต่อเหลือ 5,000 ทันที (ตอนแรกจะเอาราคา 70% ของราคาของใหม่ ตามหลักของการซื้อของมือสองทั่วไป ที่ออกจากร้านปุ๊บ ราคาควรจะเหลือแค่นั้น แต่ก็ไม่อยากเขี้ยว) ตอนไปรับของ พอพี่แกมาก็ดูล่กๆ ยังไงก็ไม่รู้ กล่องก็เหลืองมาเชียว (ตอนแรกไม่เอะใจ นึกว่าเป็นสีของกล่องมันอยู่แล้ว) สักพักก็ดึง DVD ออกมา พูดๆๆ ซึ่งผมก็เข้าใจว่าของใช้งานมาไม่ถึงเดือนมันคงต้องใหม่แน่ๆ เลยไม่สนใจอะไรมาก จ่ายตังค์ไป แต่พอกลับมาถึงบ้านเล่นเอาเซ็งเลย สภาพของไดร์ฟอย่างกับไปผ่านสงครามมา สภาพอย่างนี้นะ ผมบอกตรงๆ 3,000 บาท ผมยังไม่กล้าขายเลย ไอ้เวร... ไม่น่าเลยกรู

LaCie ตัวนี้ผมซื้อเพราะว่าเห็นรูปแล้วมันสวยมากๆ (แต่สภาพได้มา... ดูเอาที่รูปแล้วกัน) ที่สำคัญมันค่อนข้างจะเล็กมากๆ ไดร์ฟเป็นแบบ Tray ไม่ใช่ Slot-load ดูยังไม่ค่อยเท่ห์เท่าไหร่นัก แต่แบบ external ที่เป็น slot นี่หายาก รุ่นนี้จริงๆ มีทั้งแบบ USB และ FireWire แต่ตอนนี้เครื่องผมมีแต่ USB 1.0 ผมเลยต้องเลือกแบบ FireWire ซึ่งซวยจริงๆ ที่มาจ๊ะกับไอ้นี่พอดี

ไส้ในของ LaCie ถ้าเป็น DVD มักจะเป็น ของ NEC แต่ตัวนี้จะเป็นของ TSST corp. (เจ้าไหนหว่า? ไม่เห็นรู้จักเลย เมืองนอกก็ไม่มี review) ส่วน external harddrive จะเป็นของ Western Digital (ผมว่า WD MyBook นี่น่าเล่นเหมือนกันนะ)

อ้อ External drive แบบ slim นี่ดีอยู่อย่างหนึ่งตรงที่มันไม่ต้องใช้แหล่งจ่ายไฟจากภายนอก ใช้จาก port ของคอมพิวเตอร์ก็เพียงพอแล้ว แต่การทำงานอาจจะช้าสักหน่อย ถ้าเป็นคนใจร้อนแนะนำให้ซื้อไดร์ฟแบบใหญ่ๆ และต้องใช้ไฟเลี้ยงจะดีกว่า แต่ถ้าเป็นพวก DVD เนี่ย ผมว่าเขียนเร็วไปก็เท่านั้น ไหนแผ่นที่จะเขียนต้องรองรับความเร็วนั้นด้วย (ต้องรองรับจริงๆ ไม่ใช่แค่สกรีนไว้ว่ารับได้ แต่พอเขียนจริงๆ แล้วเจ๊ง)

การใช้งานไดร์ฟตัวนี้สามารถเขียนแผ่นได้ทุกชนิดที่ Nero รองรับ ยกเว้น Mount Rainier และเครื่องไม่สามารถตรวจคุณภาพแผ่นกับทำ bitsetting ได้เหมือนกับ DVD Writer สมัยใหม่ทั่วไป การเขียนแผ่นค่อนข้างจะช้า ถ้าเขียนแบบจำลองแผ่นและตรวจสอบข้อมูลด้วยจะใช้เวลาประมาณ 1 ชม. ต่อ DVD 1 แผ่น (แผ่น DVD-R single-layer 4.7 GB) ส่วนการอ่านแผ่นนั้นตอนโหลดจะช้า แต่พอโหลดเสร็จแล้วถือว่าเร็วมากเมื่อเทียบกับ CD-RW Liteon 16x10x40x แผ่นที่ผมใช้เก็บภาพถ่ายเป็น Princo แบบซื้อตามร้านทั่วไป เก็บข้อมูลในแผ่นทั้งหมด 4.4 GB สามารถเรียกดูข้อมูลต่างๆ ได้เร็วกว่าจาก HDD ของผมเสียอีก (Maxtor 6L040J2 IDE UDMA4) อันนี้ผมแฮปปี้สุดๆ

หนังดูได้ดีไม่มีคำว่า 'กระตุก' เท่าที่ทดสอบผมลองดูหนังสองแผ่น แล้วไรท์แผ่นอีกสองแผ่นแผ่นละสี่กิ๊ก เครื่องก็ไม่มีปัญหาอะไรใดๆ ไม่ร้อน ไม่ดัง ไม่งองแง และ FireWire ก็เหมือน USB เสียบปุ๊บ ก็เห็นปั๊บเลยทันที เสถียรและราบรื่นมาก แทบไม่มีเสียงรบกวนใดๆ ไม่เหมือนที่ใครโม้ไว้ว่า DVD external มักจะมีปัญหาเล่นแล้วกระตุกเลย (ใครจะบอกว่าเครื่องมันยังใหม่อยู่ ผมเถียงนะเฟ้ย สภาพมันโห... อยากจะเฟี้ยงมันทิ้งจริงๆ)

อ้อ เครื่องอ่านข้อมูลเกือบเต็มแผ่น (4 GB) ลงคอมพิวเตอร์ของผม (Duron Morgan 1 GHz. Asus A7S333 512 MB DDR, IDE HDD) ใช้เวลาประมาณ 15 นาที

ไฟเตือนว่าไดร์ฟกำลังทำงานอยู่นั้นมีสีเขียวสีเดียว ทั้ง Read ทั้ง Write ทั้ง Light (Scribe) และปุ่มเปิดปิดทำงานด้วยระบบไฟฟ้า หากไม่ได้ต่ออยู่กับคอมฯ ที่เปิดอยู่เราจะเอาแผ่นออกไม่ได้ ยกเว้นใช้ลวดแทงรูที่มีให้หน้าไดร์ฟเพื่อเอาแผ่นออก ไม่ยาก

LightScribe ปริ๊นท์ออกมาแล้วสวยมาก สุดยอด ถึงสีจะดูไม่เข้มข้น และมีแค่สีเดียว คือเป็นโทนขาวดำแบบจุดๆ ภาพออกมาไม่ค่อยคมชัดมากเท่าไหร่ แต่ก็ดูแล้วไม่ปวดท้องขี้เหมือนกับใช้ปริ๊นท์เตอร์พิมพ์ แต่ถ้าปริ๊นท์ LightScribe เป็นภาพกราฟฟิคแบบเต็มหน้าแผ่นแล้วหล่ะก้อ ต้องรอกันประมาณ 30 นาทีต่อแผ่น ซึ่งก็ทำเวลาได้เทียบเท่ากับไดรฟ์ที่เขียน LightScribe ทั่วไปหล่ะครับ

ตัวนี้สรุปว่าแฮปปี้ แต่รู้งี้ ซื้อของใหม่ดีกว่า...


ว่าแต่ขอตัวไปหาวิธีเอาเขาออกจากหัวก่อนนะ ทนไม่ได้...


ReviewReviewReviewReviewD40XMar 16, '07 4:50 AM
for everyone
Category:Computers & Electronics
Product Type: Digital Cameras
Manufacturer:  Nikon (ผลิตในประเทศไทย)
เนื้อหาขอเป็นแบบซีเรียสหน่อยนะครับ

กล้องตัวนี้เป็นกล้องรุ่นที่ 4 ที่ผมประทับใจ รองลงมาจาก D2Xs, กล้องตระกูล FM, F5 ตามลำดับนอกนั้นกล้องที่ผ่านมือผมมานั้นไม่ค่อยจะมีประทับใจอะไรมากนัก นอกจากนี้ที่ชอบๆ ก็มีพวก Hasselblad และกล้องวิวที่ชาตินี้ไม่รู้จะมีบุญได้สัมผัสกับเขาบ้างหรือเปล่า? เพราะชีวิตก็ล้มๆ ลุกๆ ไม่ได้เดิน-วิ่งเหมือนคนอื่นเขา ก็ไม่รู้ใครสาปแช่งเอาไว้ (ว่าผมคือไอ้บ้าอุปกรณ์ สาปแช่งผมเพียงเพื่อจะพยายามครอบงำทางความคิดผม ตัวเองจะได้เป็นใหญ่ในหมู่คนเถื่อน ถ่วงกันไว้ ใครจะเจริญมันเกินหน้าเกินตาต้องสอยให้ร่วง...) :P

สิ่งที่ทำให้กล้องรุ่นนี้ประทับใจผมก็คือ ขนาด, ราคา และการปรับโหมดที่ย้ายจากซ้ายมาอยู่ขวา (กล้องยี่ห้ออื่นก็มีนิแต่ทำไมไม่ชอบ ก็เพราะมันใช้เลนส์ Nikon ที่ผมมีไว้เพื่อใช้งานเฉพาะทางรวมมูลค่ากว่าแสนห้าหมื่นบาทไม่ได้ ยกเว้น Canon ซึ่งถ้าจะใช้ต้องมี Adaptor มันก็ดูแล้วน่าจะสร้างปัญหาบ้าง ไม่เอาดีกว่า ไหนจะเลนส์สารพัดประโยชน์อีก แบบ 18-200 VR หาไม่ได้ ต้องไปเล่น 1Ds, 1Ds MK-II หรือ 5D กับ 28-300 IS เหรอ แค่เลนส์ก็แปดหมื่นแร้น...) ส่วนสิ่งที่ผมไม่พอใจบ้างก็ได้แก่ FP flash (Focal Plane flash ซึ่งอย่าไปรู้เลยครับว่ามันคืออะไร? บอกให้ว่าถ้าจะใช้ FP ต้องเสียบแฟลชแรงๆ ติดกล้องไว้ตลอดเวลา), แบตเตอร์รี่ที่ดูแล้วมันใช้งานได้ไม่นานเท่ารุ่นอื่นๆ และราคาแพง (แต่ขนาดเล็กได้ใจ) นอกนั้นคงไม่มีอะไรแล้ว ส่วนอย่างอื่นที่อาจจะทำให้คนอื่นไม่พอใจก็น่าจะมีเรื่องที่มันเป็น Master หรือ Commander ในระบบ CLS (Creative Lighting Flash) ไม่ได้ และ D40 นั้นวัดแสงกับเลนส์ที่ไ่ม่ใช่เลนส์ AF ไม่ได้ (ยกเว้น Nikkor 45 f/2.8) และใช้งานได้เพียงแค่โหมด M โหมดเดียว บวกกับการที่มันไม่มีมอเตอร์ในตัวกล้องทำให้ผู้ใช้กล้องต้องปรับโฟกัสเอง เมื่อใช้เลนส์ออโต้โฟกัสที่ไม่มีมอเตอร์ในตัวเลนส์ แต่แค่นี้ผมก็ว่าคุ้มแล้วสำหรับกล้องระดับราคาเท่านี้

ตอนแรกผมก็ค่อนข้างจะคิดมากกับการที่ D40 นั้นโฟกัสมือไม่ได้เหมือนกัน แต่พอนึกถึงตอนใช้ F5 กับเลนส์ AF ธรรมดาแล้ว มันช่างน่ารำคาญมาก เสียงก็ดัง แถมถ้าเป็นพวกกล้องรุ่นเล็กๆ ไอ้ AF เนี่ยส่วนมากจะโฟกัสในจังหวะทีเด็ดที่ขาดไม่ได้เสมอ ดังนั้น การใช้เลนส์ AF-s ไปเลยท่าจะดีกว่า แต่จริงๆ แล้วถ้าเราโฟกัสมือ ยืนยันจุดโฟกัสจะทำงานอยู่ตลอดนะครับไม่ว่าเราจะใช้กับเลนส์อะไร (เป็นจุดเขียวๆ อยู่ทางซ้ายล่าง แต่ไม่ค่อยเวิรค์เท่าของ F5 ที่มีบอกว่าต้องโฟกัสไปทางไหน? หมุนซ้าย หรือว่าหมุนขวาถึงจะโฟกัสได้) โดยกับเลนส์ AF ที่ผมมีผมก็มีการวางแผนจะไปใช้ (ใครเกลียดการโฆษณากรุณาปิดหน้านี้ไปก่อน อิอิ) โฟกัสซิ่งสกรีนแบบ Split field ที่มีผู้ผลิตจำหน่ายในราคาประมาณ 5,000 บาท แล้วเนื่องจากโฟกัสมือไวกว่าเลนส์ AF ธรรมดาถ้าเราใช้กล้องรุ่นเล็กๆ ในสภาพแสงน้อย

และสำหรับคนที่คิดว่าผมมี CF ตั้ง 5 กิ๊ก แล้วทำไมมาเล่นกล้องที่ใส่ SD หล่ะ???

อืม... วันก่อนไปเดินพาราก้อนมันเหลือกิ๊กละสามสี่ย้อยเองอ่า :P

แต่ผมเลือกใช้ Sandisk SD Card PLUS นะ ส่วนมันเป็นยังไง? ลอง search ดูครับผม จ๊าบดี เร็วกว่า SD ทั่วไปสามเท่า (ราคาก็ต่างกันเกือบสามเท่า) ใช้แทน trumb drive ก็ได้นะเอ้อ...

จริงๆ กล้องรุ่นนี้เหมาะสมมากสำหรับนักถ่ายภาพสมัครเล่น ที่ต้องการการตอบสนองของกล้องที่รวดเร็ว ให้ภาพที่สวยงาม โดยเลนส์ที่ผมแนะนำก็ให้เล่นพวกรุ่นใหม่ๆ ไปเลย ตัวเดียวจบก็ Nikkor AF-s 18-200 VR ถ้าไม่จบก็เอาเลนส์คิทของมันนี่แหล่ะครับ (18-55 DX II) คมกว่า 18-200 VR อย่างเห็นได้อย่างชัดเจนด้วย ใช้ร่วมกับ 55-200, หรือ 70-300 VR ผมก็ว่าถ่ายภาพได้ทุกประเภทแล้ว ปล่อยให้ภาพประเภทสุดๆ นั้นเป็นงานของมืออาชีพเถอะครับ (พวกผมจะได้มีกินบ้าง 555) หรือของเล่นที่แพงๆ หน่อยที่ผมแนะนำสำหรับมือสมัครเล่นก็จะมีพวก 12-24 หรือ 10.5 DX ซึ่งอันนี้ต้องใช้ทักษะในการใช้พอสมควรนะครับ และราคาของเลนส์สองตัวนี้ก็แพงเสียด้วย ที่น่าเล่นอีกตัวสองตัวก็ AF-s 14-24 f/2.8 กับ 105 VR micro มีแค่นี้ก็เทพฯแล้ว เนื่องจากเดินแล้วตัวลอย (กระเป๋าเบา)

อ่านมาถึงตรงนี้ ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่า Nikon D40X (27,400 บาท พร้อมเลนส์คิท) + 18-200 VR (31,900 บาท) พร้อมอุปกรณ์เล็กๆ น้อยๆ เข้าไปก็มีราคาร่วมๆ 60,000 บาทแล้ว แต่เมื่อก่อนราคานี้คุณซื้อได้แค่กล้องดิจิตอลธรรมดาไม่ใช่ SLR นะ ผมเคยซื้อ F707 ตัวนึง 44,000 แบตสำรอง 1,980 เมมโมรี่ 128 MB แถวละ 3,000 คุณคิดดู แต่เอามาใช้จริงๆ ก็คุ้มนะ ตัวนี้ผมถ่ายไปเป็นแสนภาพ คิดว่า D40X ก็คงจะใช้ให้คุ้มเช่นกัน

จุดหนึ่งที่สำคัญ ภาพที่ได้จากกล้องแบบ SLR นั้นไม่ว่าจะเป็นยุคไหน? สมัยใด? ก็จะให้คุณภาพของภาพที่ดี ที่สูงกว่ากล้องคอมแพคทุกรุ่น ทุกตัวอยู่แล้ว แต่เรื่องนี้จะต้องใช้เวลาอธิบายกันย๊าว ยาว แต่ก็ไม่ใช่ว่ากล้องคอมแพคจะไม่ดีนะ ผมก็ยังมีเก็บไว้ และยังอยากได้อยู่หลายรุ่นทีเดียว

จุดที่ทำให้ผมหันมาเล่นกล้องระดับนี้ก็คือ D2Xs นั้นยังมี noise ที่มากเกินไปในระดับ ISO สูงๆ แต่ผมต้องจ่ายเงินในราคาที่แพงกว่า D40X หลายเท่า ส่วน S5Pro (D200) นั้นก็มีแฟลชป็อปอัพ ซึ่งมีโอกาสที่จะเ